ตื่นมาตอนเช้าช่วงนี้รู้สึกมั้ยครับว่าอากาศหนาวขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่อุทกภัยน้ำท่วมเพิ่งสร่างซาไป มาตอนนี้ต้องเจอกับภัยหนาวกันอีกแล้ว บ้านที่เคยอยู่ก็หายไปกับสายน้ำแล้ว ยังจำเป็นต้องหาผ้าห่มมาห่อเนื้อให้หายหนาวกันอีก เฮ้อออ…!!! พูดแล้วก็อดเห็นใจคนไทยทั้งหลายไม่ได้ แต่ในภัยพิบัติต่างๆ เราก็ได้เห็นน้ำใจอันงดงามของแผ่นดินสยามแห่งนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพวกเขาพร้อมช่วยเหลือซึ่งกันและกันเสมอ
สุดท้ายก็วกมาเข้าเรื่องฟุตบอลเหมือนเดิม เพราะว่าตามที่คอบอลทั้งหลายรู้ๆ กัน พอหน้าหนาวเริ่มเข้ามาชมรมคนรักฟุตบอลอย่างเราๆ ก็ต้องปรับตัวสำหรับการดูฟุตบอลยุโรปที่จะช้าไปอีก 1 ชั่วโมง เนื่องจากชาติยุโรปเขาจะหมุนเข็มนาฬิกาให้เข้ากับความขี้เกียจของคนในประเทศ (อันนี้ล้อเล่นน่ะครับ) คือประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป เขาจะปรับเวลาจากที่เคยช้ากว่าเรา 5 ชั่วโมงในช่วงซัมเมอร์ มาเป็น 6 ชั่วโมงในฤดูหนาว ส่วนในสหราชอาณาจักร รวมทั้งชาติที่อยู่ในแนวเดียวกันอย่างโปรตุเกส จะปรับจากที่เคยช้ากว่าเรา 6 ชั่วโมง เป็น 7 ชั่วโมง ซึ่งจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า จากเคยดู ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก เวลา 01.45 น. ตามเวลาของไทย เราต้องถ่อสังขารต่อไปอีกหนึ่งชั่วโมงเพราะเค้าจะเริ่มเตะกันเวลา 02.45 น. ซึ่งกว่าจะจบก็ปาเข้าไปเกือบ ตีห้า !!! เช้าพอดีไม่ต้องนอนกันต่อล่ะ อาบน้ำ แต่งตัว นั่งรถติดๆ ไปทำงานทันเวลาพอดี นี่ก็เห็นใจกับมนุษย์กินเงินเดือนอย่างเราๆ ยังไงก็ตามแต่แม้ว่าจะต้องอยู่ดึกเพียงใด อย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพของตนเองให้เต็มที่อยู่เสมอ เพราะว่าหนทางข้างหน้าเรายังคงต้องเจอเรื่องราวหนักๆ อีกเยอะเลยครับ
อันเดอร์ส ลินเดอร์การ์ด นายทวาร จาก อาเลซุนด์ สโมสรในประเทศ นอร์เวย์ ย้ายมายังเมือง “ปีศาจอสูร” ด้วยสนนราคา 3.5 ล้านปอนด์ !! เทียบกับ มัสซิโม่ ตาอิบี้ (4.5 ล้านปอนด์), ฟาเบียง บาร์กเตซ (7.8 ล้านปอนด์), ทิม ฮาวเวิร์ด (4 ล้านปอนด์) 3 นายทวาร แห่งความหายนะ !! ของสาวก “ปีศาจแดง” ก็ยังดูถูกกว่าเยอะ โดยในตอนแรกคาดว่าเขาจะมาสืบทอดตำแหน่ง เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ หลังจากแขวนถุงมือหลังจบฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งการซื้อ ฟานเดอร์ซาร์ ถือว่าเป็นการ ซื้อที่คุ้มค่าสุดๆ ของ เฟอร์กูสัน เพราะว่ากว่า 5 ปี ที่ “น้าซาร์” อยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาเป็นกำลังหลักของทีม มาตลอด พอยักษ์ส้มผู้นี้อำลาวงการ ตอนนแรก อันเดอร์ส ลินเดอร์การ์ด ก็เหมือนถูกรางวัลที่หนึ่งกันเลยทีเดียว เรามาดูประวัติประกาศเขาย่อๆ สักนิด
“อันเดอร์ส โรเซนครานท์ซ ลินเดอร์การ์ด” คือชื่อเต็มของเขา
- เกิดในเมือง ไดรัป ประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 13 เมษายน 1984
- ลินเดอร์การ์ด เป็นเจ้าของความสูง 1.93 เมตร (6 ฟุต 4 นิ้ว)
- อาชีพนักเตะของเขา แม้ว่าจะอายุตั้ง 26 ปีแล้ว แต่เขา ได้เล่นเกมอาชีพ เพียง 77 นัดเท่านั้น และหากนับกับ โอเดนเซ่ ต้นสังกัดเดิมของเขา ลงเล่นเพียงแค่ 11 นัด เท่านั้น ในรอบ 5 ปี แต่หลังจากย้ายมา อาเลซุนด์ เมื่อปี 2009 เขาก็ได้รับโอกาส ลงสนามกว่า 50 นัดให้แล้ว แม้จะไม่ดีพอ สำหรับติดทีมชาติ ชุด เวิลด์คัพ 2010 ก็ตาม
- เขาติดทีมชาตินัดแรก ในเกมกับ ไอซ์แลนด์ หลังจาก โธมัส โซเรนเซ่น มือหนึ่ง ได้รับบาดเจ็บ และไม่เสียประตู ในเกม
ก่อนที่ทางต้นสังกัด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตัดสินใจไม่ยื่นเรื่องอุทรณ์ ทำให้โทษแบน “ซุปเปอร์มาริโอ” มีผลบังคับใช้ในทันที แต่ว่าเข้าแบบอีหรอบเดิมคือกองหน้าชาวอิตาเลี่ยน ปฏิเสธว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิดและไม่ได้ตั้งใจย่ำหัว ปาร์คเกอร์ ด้วย โดยกล่าวว่า “ผมยอมรับกับการโทษแบนเพราะผมไม่สามารถพูดหรือพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผมได้หรอก แต่ผมไม่ใช่คนร้ายแน่นอน หรือเป็นคนหัวรุนแรงใดๆ ก็ตาม ผมไม่ได้พยายามเอาส้นเท้าของผมย่ำไปที่หัวของ ปาร์คเกอร์ อีกด้วย”
เนย์มาร์ ดา ซิลวา ซานโตส จูเนียร์
เนย์มาร์ หรือหากจะเรียกเต็มๆ อย่างเป็นทางการก็คือ เนย์มาร์ ดา ซิลวา ซานโตส จูเนียร์ ถือกำเนิดเกิดมาเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1992 ซึ่งหากนับแล้วปัจจุบันก็อายุได้ 19 ปี โดยตำแหน่งจริงๆ ของเขาคือกองหน้า แต่ก็สามารถทำได้ดีในฐานะปีกหรือแนวรุกด้านข้าง และด้วยฟอร์มการถล่มประตูและลีลาอันน่าปวดตับของเขา ทำให้ตกเป็นที่สนใจของยักษ์ใหญ่จากยุโรปหลายทีม ไม่ว่าจะเป็น แมนฯยู, เชลซี, แมนฯซิตี้, เอซี มิลาน, ยูเวนตุส, รีล มาดริด, อาร์เซน่อล และ บาร์เซโลน่า ล้วนแต่สนใจในฝีเท้าของดาวเตะเตะบราซิลเลี่ยนผู้นี้จนพร้อมจะทุ่มเงินกระชากตัวเขามาให้จงได้ โดยมีบางคนกล้าเปรียบเทียบตัวเขากับอดีตตำนานอย่าง เปเล่ เลยทีเดียว แถมเส้นทางนักเตะของทั้งคู่ก็ล้วนเคยผ่าน ซานโต๊ส มาก่อนเช่นกัน
เอเดน อาซาร์ (Eden Hazard)
เอเดน อาซาร์ เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งในบ้านเกิดกับสโมสร Royal Stade Brainois ในปี 1998 ซึ่งครอบครัวเขา ทั้งพ่อและแม่ของเขาต่างเป็นนักฟุตบอลอาชีพ จนกระทั้งเมื่อปี 2005 ลีลล์ สโมสรลีกเอิงฝรั่งเศส ก็ตัดสินใจเซ็นสัญญาไปร่วมทีม โดยเขาใช้เวลาไม่นาน ก็ได้อัปเกรดขึ้นชุดใหญ่ในปี 2007 ด้วยวัยเพียง 16 ปีเท่านั้น และก็ได้มาเป็นตัวหลักของทีมตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา โดยแมตท์ที่สร้างชื่อให้เขาดังก้องไปทั้งยุโรปคงหนีไม่พ้นเกมเจอกับ ลิเวอร์พูล ในเกมยูโรป้าลีก ที่คอยปั่นป่วนแนวรับของทีมดังจากอังกฤษตลอดเวลาแถมยังยิงประตูได้ด้วย ซึ่งแม้ว่าทีมของเขาจะเป็นผู้พ่ายแพ้ในเวลานั้นด้วยสกอร์รวม 2 นัด 1-3 แต่ในวินาทีนั้นชื่อของเขาได้ถูกจดลงไปในสมุดบันทึกของแมวมองทั่วยุโรปไปแล้ว และหลายทีมก็เริ่มขยับเข้าหาอย่างไม่ละสายตาทั้ง อินเตอร์ มิลาน, แมนฯ ยู, อาร์เซนอล, บาร์ซ่าโลน่า และ เรอัล มาดริด โดยล่าสุดเจ้าตัวก็ได้ประกาศชัดเจนว่าพร้อมตีจากต้นสังกัดเดิมอย่าง ลีลล์ แล้วด้วย
คลอดมาแล้วครับสำหรับผลการจับสลากแบ่งกลุ่มฟุตบอลยูโร 2012 รอบสุดท้าย ที่มี ยูเครน และโปแลนด์ รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพในทัวร์นาเมนท์นี้ และจะระเบิดความมันส์กันระหว่างวันที่ 8 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2555 โดย 2 เจ้าภาพได้สิทธิ์เล่นในรอบสุดท้ายทันที ส่วนอีก 14 ทีมต้องฝ่าฟันกันมาร่วมปีกันเลยทีเดียว โดยปีนี้ทีมดังๆ ผ่านเข้ารอบสุดท้ายได้เกือบทั้งหมดทั้ง สเปน, อิตาลี, ฝรั่งเศส, เยอรมัน รวมไปทั้ง อังกฤษ และโปรตุเกส ทีมที่มีซุบเปอร์สตาร์ระดับพระกาฬ ก็ล้วนแต่หลุดเข้ารอบมาได้ทั้งสิ้น คาดกันว่าทัวร์นาเมนท์นี้จะมันส์ไม่แพ้ฟุตบอลโลกกันเลยทีเดียว
โดยการจับสลากครั้งนี้จัดขึ้นที่กรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา โดยฟุตบอลยูโร 2012 รอบแรกจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มๆ ละ 4 ทีม และคัดเอา 2 ทีมอับดับ 1 และ 2 เพื่อเข้าไปสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายต่อไป ไฮไลท์ของการจับสลากครั้งนี้โดนโฟกัสไปอยู่ที่กลุ่ม B โดยผลบอลการจับสลากออกมามีทั้งสุดยอดทีมทั้ง ฮอลแลนด์, เยอรมัน, โปรตุเกส และเดนมาร์ก ร่วมกันอยู่ในกลุ่มนี้ จนโดนจัดให้เป็นกลุ่ม “อ๊อฟ เดธ” ประจำทัวร์นาเมนท์เรียบร้อยแล้ว
สรุปผลการจับสลากแบ่งกลุ่ม ศึกยูโร 2012 รอบสุดท้าย
กลุ่ม A – โปแลนด์ (เจ้าภาพร่วม), กรีซ, รัสเซีย, สาธารณรัฐเช็ก
กลุ่ม B – ฮอลแลนด์, เดนมาร์ก, เยอรมัน, โปรตุเกส
กลุ่ม C – สเปน, อิตาลี, สาธารณรัฐไอร์แลนด์, โครเอเชีย
กลุ่ม D – ยูเครน (เจ้าภาพร่วม), สวีเดน, ฝรั่งเศส, อังกฤษ